ธุรกิจอพาร์ตเม้นท์เสียภาษีอย่างไร

ภาษีถือเป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งที่ธุรกิจทุกประเภทต้องจัดการให้ถูกต้องและทันเวลา เพื่อป้องกันการเกิดเบี้ยปรับ หรือเงินเพิ่มที่เกิดจากการคำนวณภาษีที่ต้องนำส่งไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะในธุรกิจอพาร์ตเมนท์ ถือเป็นธุรกิจหนึ่งที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้เป็นอย่างดี

ยิ่งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพในการเติบโต ยิ่งสร้างผลกำไรงามเช่น ใกล้โรงงาน สถานศึกษา  แหล่งการค้า  ที่พักสำหรับนักศึกษาจะมีหลักเกณฑ์ควบคุมหลายเรื่อง ต้องศึกษาก่อนกำหนดกลุ่มเป้าหมาย กำหนดราคา และการวางแผนภาษีอากร สำคัญมาก เนื่องจากรายได้จากค่าเช่า จะเสียภาษี 2 ทางคือ

1.ภาษีเงินได้ (ตามอัตราก้าวหน้า)

2.ภาษีโรงเรือน (ร้อยละ 12.5) หากไม่มีความรู้ต้องศึกษาให้ดี ก่อนตัดสินใจ

1.ภาษีโรงเรือน

อัตราภาษีโรงเรือนที่ต้องเสียคือ12.5%ของรายได้ทั้งหมดในปีที่ผ่านมา ภาษีโรงเรือนและที่ดิน จะเก็บจากรายได้ค่าห้องเช่าคูณด้วย 12.5% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก ดังนั้นวิธีการวางแผนภาษีสำหรับกรณีนี้ก็คือ 

เราจะต้องแยกค่าเช่าของเราออกเป็น 2 สัญญาคือ

1. สัญญาเช่า

2. สัญญาบริการ

เช่นปกติเรากำหนดค่าเช่าห้อง 5,000 บาท เราก็แยกเป็น ค่าเช่า 2,500 บาท ค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์ 2,500 บาท เป็นต้น

** ถ้าไม่มีเฟอร์นิเจอร์เราก็คิดเป็นค่าบริการไฟฟ้าทางเดิน ค่า รปภ. ก็ได้ตัวอย่าง

กรณีที่ 1  ทำสัญญาเช่าห้องอย่างเดียว   ค่าเช่า ห้องละ   5,000   บาทต่อเดือน   มีทั้งหมดจำนวน    20     ห้อง

คิดคำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดินทั้งปี จะได้ = 5,000 X 20 ห้อง X 12 เดือน X 12.5%  = 150,000    บาท

กรณีที่ 2 แยกสัญญาเช่า และสัญญาให้บริการโดยค่าเช่าห้องละ   2,500บาทและส่วนค่าให้ค่าบริการห้องละ    2,500   บาท  

มีทั้งหมด จำนวน 20 ห้อง 

คิดคำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดินต่อปี = 2,500 X   20ห้องX 12 เดือนX 12.5 %  = 75,000 บาท

ส่วนสัญญาให้บริการหากนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าบริการ =2,500 X 20 ห้อง X 12 เดือน X 7 %  = 42,000 บาท

รวมภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ต้องชำระเป็นเงิน 75,000+42,000      = 117,000 บาท

จะเห็นได้ว่า ถ้าเลือกวิธีที่ 2 ทำให้ท่านสามารถประหยัดภาษีได้จำนวน  33,000 บาท  

2.ภาษีเงินได้(รายได้)ภาษีเงินได้ อันได้มาจากการให้เช่าทรัพย์สินหากคุณประกอบกิจการในนามชื่อตัวเอง รายได้ค่าเช่าทั้งหมด (ห้อง + เฟอร์นิเจอร์)

ถ้าสมมุติมีจำนวนห้อง 20 ห้อง ค่าเช่าห้องละ 2,500 บาท รายได้ต่อปีเท่ากับ 20×2,500×12 = 600,000 บาท

มูลค่าตึกที่ก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ที่เราซื้อมาทั้งหมด 5,000,000 บาท เรามาลองคำนวณภาษีกัน

กรณีที่ 1 ไม่บันทึกบัญชีเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย

รายได้ 600,000 บาท

หักค่าใช้จ่ายเหมา (120,000) บาท  <—–รายได้ค่าเช่าหักภาษีเหมาจ่ายได้ 30% ของรายได้)

หักค่าลดหย่อนตัวเอง (30,000) บาท

เงินได้ที่ต้องเสียภาษี 450,000  บาท

เสียภาษีประมาณ 45,000 บาทต่อปี(ตามอัตราภาษีขั้นบันไดอาจมีการเปลี่ยนแปลง)

กรณีที่ 2 หักค่าใช้จ่ายตามจริง

รายได้ 600,000 บาท

หักค่าใช้จ่ายตามจริง 5,000,000 x 0.05 เท่ากับ (250,000) บาท  <—– ค่าเสื่อมราคาตึกอายุใช้งาน 20 ปี

หักค่าลดหย่อนตัวเอง (30,000) บาท

เงินได้ที่ต้องเสียภาษี 320,000 บาท

เสียภาษีประมาณ 32,000 บาทต่อปี (ตามอัตราภาษีขั้นบันไดอาจมีการเปลี่ยนแปลง)

    การตัดสินใจเลือก ต้องพิจารณาด้วยว่า ถ้าเราเลือกวิธีที่ 2 เราจะต้องมีภาระในการจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามจริง และจะใช้วิธีที่ 2 ได้ก็ต่อเมื่อห้องเช่า หรือ อพาร์ตเม้นต์ยังไม่ได้ก่อสร้าง ลองพิจารณาให้ดีๆ เลือกให้เหมาะให้ถูกเพื่อไม่ให้เสียเวลาและเสียค่าปรับนะคะ

ติดต่อ PRA ACADEMY

สอบถามข้อมูลคอร์สเรียนสัมมนาได้ตลอดเวลาค่ะ มีเจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชม.

Start typing and press Enter to search