มองธุรกิจอสังหาฯ 2018

มองธุรกิจอสังหาฯ 2018

การแข่งขันในตลาดอสังหาฯนับวันยิ่งร้อนระอุเนื่องจากสต๊อกคงค้างแต่ละโครงการเปิดใหม่เป็นจำนวนมากทั้งตลาดคอนโดใน กทม.และปริมณฑลที่ผ่านมามีอัตราการเปิดขายประมาณ 60% มีโครงการใหม่มากกว่า 5.6 เหมือนยูนิตผู้ประกอบการคอนโดมิเนียมมีการแข่งขันกันสูงในส่วนของราคายังคงเติบโตขึ้นตามราคาที่ดินความเจริญในพื้นที่โดยย่านทำเลทองที่ทำเงินคือ

ทำเลเติบโต

1. สายสีเขียวเหนือ (หมอชิต-คูคต)

2. สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย (หัวลำโพง – ท่าพระ- บางแค)

3. สายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) สายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง)

4. สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี)

ดิเวลลอปเปอร์ทั้งหลาย คงต้องทำการบ้านมากขึ้น เพื่อเก็บเกี่ยวยอดขายในราคาที่สูงกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการร่วมทุนในการพัฒนาโครงการกับต่างชาติ เพราะเป็นแหล่งแบคอัพชั้นดี ยังเพิ่มให้แบนด์ดูคลูขึ้น ตามมาตรฐานสากล หรือลองสร้างพันธมิตรจับนักลงทุนกับจีน สิงค์โปร ฮ่องกงในการทำการตลาด

แต่ทั้งนี้ต้องระวังในเรื่องการธุรกิจ เนื่องจากการบริหารไม่เหมือนกัน ต่างประเทศให้ความสนใจ มีความละเอียดในการทำงานมากโดยเฉพาะญี่ปุ่น เห็นจะมีแต่พี่จีน ที่ทุนหนากล้าได้กล้าเสีย อย่าง KWG (Thailand) ที่เพิ่งเปิดตัวโครงการมาใหม่ เพื่อมาข่มขวัญคอนโดฯ ในย่านสามย่าน และสุขุมวิท 61

นอกจากนี้นโยบายของภาครัฐ ยังมีส่วนขับเคลื่อนให้ตลาดอสังหาฯ ตื่นตัวขึ้น ทางด้านความเจริญของคมนาคม จะได้ไม่ต้องกระจุกตัวอยู่แต่ในเขต กทม. เพื่อสนองต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น จากการสำรวจของมาสเตอร์การ์ดระบุว่าในปี 2017 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวหลั่งใหลมาในกทม.มากถึง 20.2 ล้านคน นำหน้าเมืองมหานครอย่างลอนดอน 19.06 ล้าน และปารีส 15.45 ล้านคน

โดยนักท่องเที่ยวจีนยังเป็นตัวแปรที่สำคัญ ครองสัดส่วน 1ใน 3 ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งหมด แม้จะไม่ได้เข้ามาเพื่อซื้ออสังหาฯ แต่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีผลต่อแบรนด์โครงการในประเทสไทย หากพวกเขาเกิดความประทับใจในการพักอาศัย ไม่แน่อาจเข้ามาซื้อคอนโดฯ เพื่อพักผ่อนระย107-3ะยาวอาจเป็นได้

สิ่งที่ดิเวลลอปเปอร์ต้องทำคือการพัฒนาโครงการผสมกับนวัตกรรมที่อยู่อาศัย ให้ตอบโจทย์ รองรับกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยเฉพาะ Dig
ital Technology หลายแบรนด์ลุกหน้า ทำการตลาดเหนือชั้นชูจุดเด่นในด้านนี้ ทำให้เป็นทางเลือกในการตัดสินใจของกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น เห็นได้จากน้องแสนดีจากแสนสิริ Delivery Robot หุ่นยนต์ส่งอาหารและส่งของถึงหน้าประตูลูกบ้าน นำร่องใช้งานในโครงการ เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า
หลังจากนี้คงต้องมาดูกันต่อว่าดิเวลลอปเปอร์ เจ้าไหนจะทำการตลาดและพัฒนาโครงการให้เข้ากับยุคสมัยที่สุด จะเห็นได้จากกำลังซื้อของคนยุคนี้ไม่ใช่พ่อแม่ แต่เป็นคนรุ่นใหม่ในยุค Baby Boomers และยุคของ Gen y คนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมการใช้ชีวิต เบื่อง่ายหน่ายเร็ว ไม่ยึดติดกับสิ่งใดเป็นเวลานาน เป็นกลุ่มคนที่เพิ่งหาเงินได้จากเรียนจบใหม่ๆ เติบโตมาพร้อมเทคโนโลยี 4.0 เลือกทำงานในสาย Started up หรือเปิดร้านขายของออนไลน์มากกว่า ชอบท่องเที่ยวเดินทางมากกว่าอยากมีบ้าน แม้จะอยากมีก็ซื้อไม่ได้เพราะไม่มี Statement แนวทางการพัฒนาแบรนด์จึงต้องปรับให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย มองกลุ่มเป้าหมายให้เจอ พัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์ลูกค้า เจาะกลุ่มให้มากที่สุดอย่างหว่านแห เช่นทำเพื่อกลุ่มคนรักสัตว์ ต้องออกแบบมาเพื่อคนรักสัตว์จริงๆ มีพื้นที่ มีการรักษาพยาบาล จุดนี้ต้องเรียนรู้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนรักสัตว์เลี้ยง ในแต่ละประเภทของสัตว์เลี้ยงด้วยเพื่อปิดตลาดทำยอดขายได้นั่นเอง

 

ติดต่อ PRA ACADEMY

สอบถามข้อมูลคอร์สเรียนสัมมนาได้ตลอดเวลาค่ะ มีเจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชม.

Start typing and press Enter to search